everything

ขอบคุณ^-^...ลาก่อน

posted on 20 Feb 2012 10:11 by pukino  in everything
กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์นี้...
เป็น..นางงาม ..โอบอุ้ม และเอ็นดูเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยนและมีเมตตา...
เป็น..นางฟ้าาาาา...มีปีกบินขึ้นสู่ท้องโลกอย่างสวยงาม..
(บางเบา กระชับ..เหมือนโซฟีแบบมีปีก..555++)
 
ผ่อนคลายสุดๆๆ....ไม่ใช่เพราะมีความสุขเกินไป หรือเศร้าใจจนเกินไปจนทำให้เกิดภาวะอารมณ์เช่นนี้
แต่เพราะฟังเพลงนี้ทีไร..รู้สึกเ่ช่นนั้นจริงๆ....
 
Goodbye, Thank you ของ Kis-my-ft2
เวลาที่มีความทุกข์..ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกมีความสุขขึ้น..
ตอนแรกไม่ได้รู้จักความหมายของเพลงนี้เลย..
แค่เปิดใจให้กว้างๆ..แล้วก็ค่อยๆฟังหัวใจ
ได้ยินน้ำเสียงคนร้อง...ทำนอง ...และเห็นเนื้อร้องในเวลาต่อมา
อาจจะเป็นเพราะฟังแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายทุกครั้ง..
ก็เลยเป็นเหตุให้เกิดความพยายามในการค้นหาความหมายของเพลง..
และได้รู้ความหมายของเนื้อเพลงนี้..สั้นๆ..ง่ายๆ..ตรงตัว....ตามชื่อเพลงเลย
ก็เลย...สรุปเนื้อความของเพลงได้แบบนี้....
 
เพราะมีคุณ...ถึงได้มีเรา...
อยากจะเอ่ยคำว่า.."ขอบคุณ" ...พวกคุณทุกคนมากกว่าคำว่า ..."ลาก่อน"..
ขอบคุณ..ขอบคุณ...ด้วยหัวใจของพวกเรา(kismyft2..)ทุกคน
 
...ขอบคุณ..ลาก่อน...
さようなら- lllll - どうもありがとうございます。
 
-----------------------------------------
 
この声きみに届いて。
ko no koe ki mi ni todo i te
いまこそちゃんと伝えたい
i ma ko so cha n to tsutae ta i
サヨナラよりアリガトウ
sa yo na ra yo ri a ri ga to u
心から言えるよ
kokorokara i e ru yo
出逢えてよかったよ
dea e te yo ka tta yo

もう増えない思い出だけ
mo u fu e na i omoide da ke
あれからずっと抱きしめてた
a re ka ra zu tto da ki shi me te ta
なにげない時の中に
na ni ge na i toki no naka ni
だいじなものが詰まっていた
da i ji na mo no ga tsu ma tte i ta

毎晩くれたオヤスミメール
maiban ku re ta o ya su mi me ru
うっとうしいと思う夜だって
u tto u shi i to omo u yoru da tte
心のどっかで
kokoro no do kka de
ほんとはいつでも待っていた
ho n to wa i tsu de mo ma tte i ta 

夢でいい
yume de i i
きみと逢いたい
ki mi to a i ta i
もういちどだけでいいから
mo u i chi do da ke de i i ka ra
いつでもずっときみのこと
i tsu de mo zu tto ki mi no ko to
たいせつに想ってた
ta i se tsu ni omo tte ta
きみだけ愛してた
ki mi da ke ai shi te ta 

もしこの声届くなら
mo shi ko no koe todo ku na ra 
いまこそちゃんと伝えたい
i ma ko so cha n to tsutae ta i
サヨナラよりアリガトウ
sa yo na ra yo ri a ri ga to u
心から言えるよ
kokorokara i e ru yo

夢でいい
yume de i i
きみと逢いたい
ki mi to a i ta i
もういちどだけでいいから
mo u i chi do da ke de i i ka ra
いつでもずっときみのこと
i tsu de mo zu tto ki mi no ko to
たいせつに想ってた
ta i se tsu ni omo tte ta
きみだけ愛してた
ki mi da ke ai shi te ta
 
Credit : lyrics46
-----------------------------------------
love u ------>>Kis-my-ft2....-- さようなら- lllll - どうもありがとうございます。

ปล. ขอบคุณน้องหนิงที่ทำให้รู้จักเพลงนี้นะค่ะ..
(น้องหนิงเจ้าของบล๊อค Diary not Daily)
ในช่วงเวลาที่ต้องมีภาระหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง..
ทั้งต่อตัวเอง และผู้อื่น..ยิ่งมีหน้าที่มากมายเพียงใด ความสับสนต่อสิ่งที่เลือกทำนั้นก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ต่อตนเอง หน้าที่ต่้อครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง
หน้าที่ต่อเืพื่อนพ้องและคนรู้จัก..และคนอื่นๆที่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยว
ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกกดดันต่อการตัดสินใจในการเลือกทำอะไรสักอย่าง
บางทีเราก็คิดแล้วว่าสิ่งที่เลือกทำนั้นมีผลเสียต่อความรู้สึกของคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นน้อยที่สุด..
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะเป็นไปได้ยากทีเดียว ที่จะทำได้เช่นนั้น
หากไม่ตั้งสติเพื่อรับกับสถานการณ์ที่เกิด อาจจะทำให้เราถึงขั้นกับทำอะไรไม่ถูกเลยก็ได้
คนแต่ละคน ถูกหล่อหลอมมาด้วยความแตกต่าง ความคิด จิตใจย่อมไม่เหมือนกัน
เชื่อว่าทุกคนคงเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน..ต้องทำหลายๆในเวลาเดียวกัน
 
เร็วๆนี้ตัวเองก็เช่นกัน....หากเลือกตัดสินใจทำอะไรไปแล้ว
การมานั่งเสียใจ มันคงไม่ได้อะไรจริงไหม
นอกจาก ลืมมันซะ แล้วพยายามทำในสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ ณ ช่วงเวลานั้น
อาจจะไม่ถูกใจคนทุกคน แต่มันอาจจะเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็คงไม่เป็นไร
..
บางครั้ง มันอาจจะโดนมองว่าสิ่งที่ทำไปนั้นดูเหมือนเห็นแ่ก่ตัวบ้างล่ะ ไม่คิดถึงใจคนบ้างล่ะ..
ที่เราไม่สามารถทำให้ในสิ่งที่คนเเหล่านั้นต้องการได้..
แต่หากคิดให้ดีอีกที ถ้ามันไม่ได้สร้างความเดือนร้อนให้กับคนอื่นมันก็ไม่เป็นไรไม่ใช่เหรอ
 
ความจำเป็นของคนๆหนึ่ง อาจจะไม่สำคัญกับอีกคนหนึ่ง
แต่หากสิ่งนั้นสำคัญและจำเป็นกับการมีชีวิตอยู่
ของคนๆนั้น มันก็คือสิ่งที่ควรจะทำไม่ใช่เหรอ
..
ช่วงพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน (พยายามใบ้เผื่อไรเนี้ยะ!!!..)
ขณะนั่งทำงาน..ในห้องฝึกอบรมคอมฯ จอหน้าห้องเปิดชมพิธีพระราชทานปริญญาตรีของบัณฑิตปีนี้
ทำงานด้วย..หันไปมองจอหน้าห้องฯไปด้วย...เป็นระยะ..
 
 - - - ☀☀ - - -☀☀☀- - - ☀- - - ☀☀ - - -☀☀☀- - - ☀- - - ☀☀ - - -☀☀☀- - - ☀- - - ☀☀ - - -☀☀☀-
..
เวลาผ่านมาจวนจะเวลาเที่ยง..
เป็นช่วงพระราชทานปริญญาบัตร สำหรับบัณฑิตวิทยาลัยเสร็จสิ้นพอดี
ก่่อนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯจะเสร็จเข้าสู่ที่ประทับในห้องทรงพระสำราญ..
 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระบรมราโชวาทต่อบัณฑิต ความว่า
 
ในวิถีชีวิตของคนเรา ย่อมเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่แต่ละคนจะต้องเผชิญกับปัญหามากบ้างน้อยบ้าง

ทั้งปัญหาที่เกิดจากผู้อื่น และที่มีสาเหตุมาจากตนเอง การจะแก้ไขบรรเทาปัญหาเหล่านั้น

เชื่อว่าบัณฑิตคงจะทราบดีว่าต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาวินิจฉัย

แต่บางครั้งเมื่อปัญหาเกิดขึ้นอย่างกระทันหันและรุนแรงก็อาจทำให้บางคนมีความหวั่นไหว สับสนฟุ้งซ่าน

ถึงขั้นจนปัญญาได้


ดังนั้น ไม่ว่าจะประสบปัญหาใดๆ ก็ตาม ทุกคนจึงต้องรู้จักสงบใจให้คลายจากความวุ่นวายสับสนก่อน

จะได้บังเกิดสติความระลึกรู้ที่จะช่วยให้รู้เท่าทันปัญหาตามสภาพความเป็นจริง

เมื่อมีสติตั้งมั่น ปัญญาความคิดอ่านอันกระจ่างแจ่มใสก็จะเกิดขึ้น

ทำให้สามารถพิจารณาเหตุและผลของปัญหา

และวินิจฉัยได้ว่าควรแก้ไขบรรเทาอย่างไรให้เหมาะสมถูกต้อง

จึงขอให้บัณฑิตทำความเข้าใจสิ่งที่พูดนี้ให้ทราบชัด แล้วนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ

เพื่อแต่ละคนจะได้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆ

และนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญมั่นคงได้โดยสวัสดี

credit : มติชนออนไลน์
 
 - - - ☀☀ - - -☀☀☀- - - ☀- - - ☀☀ - - -☀☀☀- - - ☀- - - ☀☀ - - -☀☀☀- - - ☀- - - ☀☀ - - -☀☀☀-
 
ฟังจบแล้ว ได้คิดอะไรหลายอย่าง..
แม้จะไม่ได้เป็นบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้
แต่เนื้อความของพระบรมราโชวาทนั้น..
ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตหรือคนทั่วไป
ไ้ด้ตระหนักรู้ในการเลือกกระทำตน แก้ไขปัญหา...โดยมีสติตั้งมั่น
..
..
 
ขอน้อมนำพระบรมราโชวาทฯ..ใส่เกล้าใส่กระหม่อม
..
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะข้าพพุทธเจ้า.....(เจ้าของบล๊อคนี้)
 
× »-(¯`v´¯)-» ×

edit @ 24 Dec 2011 20:50:48 by Pu~ariYuma

><((((º>พ่อ<º))))><

posted on 02 Dec 2011 14:20 by pukino  in everything
หลับตาขึ้น แป้บเดียว..ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว
ธันวาคม..ช่างเป็นเดือนที่มีวันหยุดพิเศษอีกตั้ง 2 วัน...วันพ่อ ....รัฐธรรมนูญ...
และที่ไม่ใช่วันหยุด..แต่ก็เป็นเทศกาลที่ฉลองตามประสาคนไทยอีกสองวัน
นั้นก็คือ วันคริตมาส........วันสิ้นปีเก่า...
(วันหยุดชาติไหนๆ พี่ไทยร่วมด้วย ช่วยกันร่วมฉลอง ดื่มกินให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ)
 
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันพ่อแล้วซินะ..วันพ่อ ...เป็นวันเกิดของในหลวง นั่นคือสิ่งที่คนไทยทุกคนรู้ดี
กุศโลบายของวันพ่ออย่างหนึ่ง คือ ให้ผู้่เป็นลูกได้ระลึกถึงบุญคุณผู้่ให้กำเนิดที่เป็นบิดา
 
วันที่ทุกคนได้หยุดเพื่อจะได้อยู่กับครอบครัวอย่างใกล้ชิด..
บางบ้านอาจจะไปทำบุญทำทาน ปล่อยนก ปล่อยปลาร่วมกัน 
กินข้าวร่วมกัน จะกินในบ้าน หรือนอกบ้านก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละครอบครัว
ไปเที่ยวด้วยกัน..ภูเขา ทะเล น้ำตก..จะในประเทศ หรือต่างประเทศ
ก็ขึ้นอยู่กับฐานะความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัวเช่นกัน..
ถือเป็นโอกาสพักผ่อนร่วมกันของคนในครอบครัว
 
วิุถีชีวิต ที่ต้องดิ้นรน หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ท่ามกลางสภาวะการณ์แข่งขันของสังคมทุนนิยม
การมีวันหยุดหนึ่งวัน ก็ทำให้ได้มีโอกาสกลับมามองครอบครัว หรือคนที่บ้าน
เพื่อกระชับความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างพ่อ ..แม่...ลูก
คิดว่าทุกบ้านก็คงเป็นเหมือนกันหมด
 
กลับมาเรื่องตัวเองบ้าง...ก็คงเช่นเดียวกับอีกหลายๆบ้าน
ขอย้อนความทรงจำเท่าที่จำได้เมื่อนานมาแล้วในอดีต
พ่อไปไหน??...คำถามที่ถามตัวเองในใจเสมอในวัยเยาว์ แต่ไม่เคยเอ่ยปากถามแม่สักครั้ง
ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้..เพราะพ่อไม่อยู่บ้านเลยตั้งแต่จำความได้
...(ตอนนั้นเหมือนจะประมาณ 5-6 ขวบ)...
 
ไม่ได้รู้สึกอะไรกับการไม่อยู่บ้านของพ่อเลยจริงๆ ณ เวลานั้น..ลืมตาขึ้นมาก็เห็นหน้าแม่ทุกวัน
มันก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติ..ทุกๆวันจะมีแม่ น้อง และเรา..กินข้าวพร้อมกันทุกๆวัน..
อาหารก็แบบเดิมๆ ตามมีตามเกิด เท่าที่แม่จะจัดหามาให้ได้(ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าแม่)
 
เวลาเล่นบ้านข้างเคียง น้องแม่ พวกน้าๆ เพื่อนบ้านบ้างคนชอบถามว่า
 
เมื่อไร...พ่อหนูจะกลัีบมา???....
 
(⌒ε⌒*)
เล่นขายของอยู่ดีๆ ก็มีเสียงถามขึ้น..เงยหน้ามองอีกที..น้าข้างบ้านนั่นเอง
จะให้ตอบยังไง..ในเมื่อตอนนั้นไม่รู้ว่า พ่ออยู่ไหน..ทำไหมทุกคนมาถามเด็กอย่างเรา
ทำไหมไม่ไปถามแม่...หนูก็อยากรู้เหมือนกันน่ะ..(บ้านเราไม่มีโทรศัพท์เหมือนสมัยนี้)
จริงๆอยากถามน้าข้างบ้านกลับไปว่า
 
พ่อหนูไปไหนเหรอคุ่ะ??...แต่ก็ไม่ได้ถามหรอก..ไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องมีพ่อเลยตอนนั้น
ด้วยความเป็นเด็กในวัยเยาว์ สิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ คือ การได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันมากกว่า
 
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รุ่ กับประโยคนี้..ที่ได้ยินเกือบทุกวัน..กับผู้ใหญ่รอบข้างสมัยนั้น
"พ่อหนู...กลับมาเมื่อไร?? .... หรือ... เืมื่อไรพ่อหนูจะกลับมา ??"
คงหลายเดือนผ่านไปละมั้ง...
 
ตอนสายๆ เช้าวันหนึ่ง..ขณะนั้น กำลังเล่นขายของกับน้องสาว
ก่อนจะหันไปมอง .ผู้ชายตัวสูง ผิวเข้ม พร้อมถือกระเป๋าใบใหญ่ ก้าวข้ามประตูรั้วหน้าบ้าน
 
คำถามแรกที่ผุดขึ้นมา..."ใครเนี้ยะ???"
...มือยังถือถ้วย ชาม เล่นขายของอยู่อย่างไม่คิดจะวางลงเพื่อทักทายแขกเลยสักนิด
..คงเป็นคนที่มาหาแม่ละมั้ง....
..แม่อยู่ในบ้านนั่นแหละ..เดินเข้าไปเลย..(บ้านใต้ถุนสูง)..คิดว่าแม่คงจะอยู่หลังบ้านนั่นแหละ
ไม่ได้สนใจอะไร ยังเล่นขายของต่อไปอย่างเงียบๆ...
 
ผู้ชายคนนั้น เดินถือกระเป๋าเดินทางไปวางไว้บนแคร่ใต้ถุนบ้าน หันมองมาทางเรากับน้องสาว
ก่อนจะยิ้มน้อยๆ..แต่ยังไม่เดินมาหาเรา เพราะทันทีที่วางกระเป๋าลงบนแคร่
พวกญาติ น้าข้างบ้านเดินเข้ามาบริเวณบ้าน ทีละคน สองคน..เพิ่มขึ้นเรื่อย
แต่ละคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ทักทาย...ชายผู้นั้น..
แล้วก็คุยกันตามประสาผู้ใหญ่..ครู่เดียวแม่ก็เดินออกมาจากหลังบ้าน..
(แม่คงได้ยินเสียงคนคุยกันด้านหน้าบ้านละมั้ง..ก็เลยเดินมาดูว่า..ใครมา)
 
"มาถึงตอนไหน ??"... ได้ยินคำถามที่แม่ถามชายผู้นั้่น..
สิ้นเสียงประโยคคำถามของแม่ ..เราก็เลยหันหน้าไปมองที่ที่ชายคนนั้นยืนอยู่
ชายผู้นั้่นยิ้มให้แม่..ก่อนจะตอบกลับไปว่า
 
"เมื่อกี้นี้แหละ"...ชายคนนั้นตอบ
(^.^)/ |
แล้วผู้ใหญ่ที่เข้ามาร่วมกันใต้ถุนบ้านนับสิบก็คุยกัน..
เรากับน้องก็ไม่ได้สนใจ..ยังเล่นขายของอย่างไม่ลดละ
(ปกติ แม่ก็มีคนมาหาบ่อยๆ..พี่ ป้า น้า อา..ผู้หญิง ผู้ชาย..บรรดาคนรู้จักของแม่ทั้งนั้นแหละ)
น้าคนหนึ่งหลังจากที่ทักทายชายคนนั้นเสร็จ..
ก็หันมามองเด็กผู้หญิงสองคนที่กำลังเล่นขายของอยู่อีกมุมหนึ่งในบริเวณบ้าน
 
"อ้าว..เด็กน้อยสองคนนั้น..ทำอะไรอยู่..พ่อมาแล้ว"...น้าคนนั้นพูดขึ้นทัก
เรากับน้อง หันไปมองน้าคนนั้นพร้อมกัน ก่อนจะหันไปมองชายคนนั้นอีกครั้ง
 
"พ่อ??.."...คำถามผุดขึ้นในใจอีกครั้ง..พ่อเราเหรอ ??....น้าคนนั้นกวักมือเรียกเราสองคนพี่น้อง
น้องเป็นเด็กดีมาก..ปัดมือ ปัดเสื้อ กางเกง พร้อมกับลุกขึ้ันไปหาน้าคนนั้น..
ก่อนที่ชายคนที่เพิ่งมาใหม่จะช้อนตัวน้องขึ้นไปอุ้ม...
 
...ทำไหมน้องช้านเชื่อคนง่ายจังหน่ะ...นั่นคือ ความคิดที่ได้แต่ตำหนิน้องสาวในใจอยู่เพียงคนเดียว
 
"มาซิ" น้าคนนั้นยังไม่วายส่งเสียงเรียกมาที่เรา..พร้อมกวักมือเรียกอย่างเคย
คราวนี้ลุกขึ้น..ปัดมือไล่เม็ดทรายที่ติดฝ่ามือ..แต่หันหลังก้าวขาไปนั่งเล่นที่ชิงช้าใต้ต้นมะม่วง
 
"อ้าว..เรียกแล้ว ..เดินหนี..ทำไหมไม่มา"..น้าคนนั้นพูดขึ้นอีกครั้ง
หลังจากที่นั่งลงบนชิงช้า เอามือจับเชือกชิงช้าสองข้างไว้ ก่อนใช้เท้าเล็กๆ ดันตัวไปข้างหลัง
เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงของชิงช้าที่นั่งอยู่..
 
( -`д´-)
 
"ทำไหมหนูต้องทำแบบนั้น.."......."พ่อเหรอ..???"
 
คำตอบที่อยากจะตอบออกไปแต่คงทำได้คิดในใจอีกเช่นเคย
ก่อนหันไปมองหน้าน้าคนนั้น พร้อมกลับแกว่งชิงช้าเล่นอย่างเอื่อยเฉื่อย
หากแต่สายตายังหันไปมองชายที่มาใหม่เป็นระยะ..สลับกับแขกเหรื่อที่เข้ามาทักทายชายที่มาใหม่
 
"...ไม่มีใครสนใจ เจ้าของบ้านเลยเหรอ..หนูเป็นเจ้าของบ้านน่ะ..."
"...แม่...น้องสาว...ไม่มีใครสนใจช้านเลย.."
"..ทุกคนสนใจชายแปลกหน้ากันหมด.."
...นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนนั้น.....ก็ได้ๆๆ..เดี๋ยวพอทุกคนกลับไปหมด..ก็เหลือเรา แม่ และน้องสาวนั่นแหละ
 
ครู่ใหญ่ต่อมา..ทุกคนกลับไปหมดแล้ว..พวกพี่ ป้า น้า อา..ที่มาทักทายชายแปลกหน้า
หากแต่ชายแปลกหน้าคนนั้นยังคุยกับแม่..พร้อมกับอุ้มน้องสาวนั่งบนตัก
 
"//-อะไรกัน..ยังไม่กลับอีกนะ-//"...ประโยคที่เกิดจากการคิดในใจในขณะที่เล่นแกว่งชิงช้าเบาๆ
 
สักครู่หนึ่ง ...แ่ม่หันมาตะโกนถามว่า"ไม่กินขนมเหรอ..มาซิ"
 
..."----".... ไม่ตอบดูซิ..ไม่กินก็ได้ ไม่เป็นไรเลย แค่ขนม..คิดแค่นั้นก็เล่นชิงช้าต่อไป
ชายแปลกหน้าหันมายิ้มให้.. แม่และน้องสาวหันมามองด้วย.....
เมื่อตะโกนเรียกแล้วไม่เดินไปหาแม่..ทำให้ชายแปลกหน้า..จึงอุ้มตัวน้องสาววางลงบนแคร่
ก่อนจะก้าวเดินมาที่ที่เราเล่นชิงช้า...ยืนด้านข้างๆ ในขณะที่เราแกว่งชิงช้าเบาๆๆ...
ก่อนที่ชายแปลกหน้าจะเอ่ยถามว่า
 
"...ทำไหมไม่ไปกินขนมล่ะ ???.."...."...ไม่หิวเหรอ ???.."..สองคำถามเลยเทียว
 
หยุดแกว่งชิงช้า ก่อนจะแหงนมองหน้าชายแปลกหน้า ผู้ชายตัวสูง ผิวสีเข้ม
ชายแปลกหน้าก้มมองหน้าเรา...พร้อมปรากฎรอยยิ้มที่ใบหน้านั้น
 
(^∇^)
 
มันเหมือนแสงแดดจ้า ฉาบแว้ปเข้ามาในทันที..แสงนั้นทำให้แสบตา..
แล้วน้ำตาอุ่นๆ ก็ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของเรา...
จนในที่สุดต้องก้มหน้ามองพื้น..พร้อมกำมือน้อยๆกับเชือกชิงช้าแรงๆ
 
" -- งืออออออออออออออออออออออออออออออออ.. -- "(゚ロ゚;) 
 
เมื่อเริ่มร้องไห้..เสียงดังขึ้น..ทำให้ชายแปลกหน้าก้ม พร้อมกับย่อตัวลงอุ้มเราขึ้นไว้ในอ้อมกอด
เราก็ใช้แขนสองข้างโอบคอชายแปลกหน้าไว้ เพื่อไม่ให้หล่นลงไป..พร้อมกับร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ
ซุกหน้ากับซอกอกชายแปลกหน้า อย่างกับสิ่งนี้เกิดขึ้นเหมือนความคุ้นชิน...
มันเหมือนมีไออุ่นอย่างประหลาดมาจากชายคนนี้...
 
" ..ร้องไห้ทำไหม??..."..ชายแปลกหน้าเอ่ยถาม ทั้งๆที่อุ้มเรา ก่อนจะใช้มืออีกข้างลูบหลังให้อย่างเบามือ
 
"-----"....ไม่มีเสียงตอบจากเรา..
นอกจากเสียงสะอื้นไห้...หากแต่แขนทั้งสองข้างยังโอบรอบคอชายแปลกหน้าไว้แ่น่น
 
(น้ำเสียงสะอื้นไห้ ขณะส่งเสียงเรียกในใจ กับประโยคเหล่านี้)
 
"พ่อ.."...งืออออออออ~~~~(;゚曲゚)
 
"พ่อไปไหนมาเนี้่ยะ" ...งืออออออออ~~~~(;゚曲゚)
นั่นเป็นประโยคคำถามที่ได้เพียงแต่คิดในใจถามชายแปลกหน้า 
กว่าจะสงบเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองลงไปได้..ก็เป็นเช่นนั้นอยู่นานพอดู...
 
นับตั้งแต่วันนั้นมา ก็ทำให้ได้รู้ว่า
ผู้ชายตัวสูง ผิวสีเข้ม..ชายแปลกหน้าคนนั้น
คือ พ่อของเรานั่นเอง
 
นี่เป็นความทรงจำครั้งแรกที่รู้สึกได้ถึงคำว่า "พ่อ"
มารู้ทีหลังว่า..พ่อต้องไปทำงานอีกจังหวัดหนึ่ง..ห่างจากบ้านเราประมาณ
สามร้อยกว่ากิโลได้..นั่นเป็นสาเหตุที่พ่อไม่อยู่บ้านกับเรา..สามคน
 
หวลคิดถึงความทรงจำนี่ทีไหร่ ภาพแสงจ้าๆจะปรากฎแว้ปเข้ามาที่ดวงตาเมื่อนั่น
หนูคงคิดถึงพ่อมากมั้ง..นั่นเลยทำให้หนูร้องไห้ตอนนั้่นอ่ะนะ
 
><
 
ใกล้ถึงวันพ่อแล้ว...อย่าลืมไป..สวัสดีคุณพ่อกันนะค่ะ
ขอให้ทุกคน..มีความสุขในวันพ่อคร้าาาาาา
(^_-)-☆ 

edit @ 2 Dec 2011 16:52:08 by Pu~ariYuma