sometime

•:*´¨`*:•.Boss•:*´¨`*:•.seventeen~

posted on 29 May 2012 19:20 by pukino  in sometime
ช่วงนี้อะไรหนักหนากับชีวิต..ทุกอย่างประเดประดังเข้ามา โดยเฉพาะงานที่ต้องทำ..
มากมายจนไม่รู้จะเริ่มต้นอันไหนดี..อาจจะเป็นเพราะว่าอบรมเยอะเกินไปเวลาทำงานไม่พอ
..เลยทำงานไม่ทัน...หรือเป็นเพราะัตัวเองจัดการแบ่งเวลาการทำงานในแต่ละชิ้นงานไม่ดี
ก็ไม่รู้ ..สับสนมาก ตอนนี้ไม่มีเวลาหาคำตอบให้ตัวเองเลยจริงๆ..
ตะบี้ตะบันเร่งทำอย่าง ..ทุกงานที่ได้รับผิดชอบ เท่าที่จะสามารถทำได้..บางคราวก็กลับมาทำที่บ้าน
เพื่อจะได้เจียดเวลาไปเข้าร่วมประชุม อบรมต่างๆ ในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองบ้าง..
ที่คิดว่าน่าจะส่งผลต่อจุดหมายปลายทางของชีวิตในการทำงาน..
ในวันข้างหน้าที่จะมาถึง..สักวัน..ณ จุดสูงสุดของตำแหน่งงานนี้
 
หนทางที่จะไปถึงจุดนั่น..บางทีมันก็ยากลำบากหนักหนาสาหัสเอาการ
ความกดดัน จนกลายมาเป็นความเครียด..ความท้อแ้ท้ก็เกิดขึ้นบ้างในบางเวลา
 
 
เจอเหตุการณ์เช่นนี้..ก็ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายเลย...
จำเป็นต้องหาวิธีการคลายเครียดบ้างล่ะ
 
ใครจะมีวิธีการทำยังไงนั่น..ก็คงจะเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะเลือกให้เหมาะสมกับตน
ส่วนตัวเองแล้ว..เลือกวิธีแบบนี้..ง่ายๆเลย..คือ
 
พูดกับคนอื่นซะบ้าง..คนในงาน หรือเพื่อนร่วมงาน
คุยกันถึงเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย 
 
หรืออาจจะหาเวลาผ่อนคลายด้วยการเดินไปเข้าห้องน้ำ..ห้องครัวบ้าง
หาอะไรอร่อยกิน..ขนมนมเนย ของหวาน อาหารว่าง หรือไอติม 
หาน้ำเย็นๆดื่มสักแก้ว คุยกับใครสักคนที่เจอกันระหว่างทาง..
 
 
หรือไม่ก็ปลีกเวลาช่วงพัก..ด้วยการเล่นเกมส์บ้าง..ก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไรนัก
(ถ้าหัวหน้าจ้องจับผิด..ก็น่าจะใช้วิธีได้ในกรณีที่ หน. ไม่เห็นหน้าจอคอมฯเรา..หุหุ)
 
หรือไม่...ก็นั่งฟังเพลงที่ชอบในเวลานั้นๆ..เพลงที่ให้เสริมสร้างความรู้สึกว่าอยากมุ่งไปข้างหน้า
ทำให้สำเร็จอะไรสักอย่างให้สำเร็จ..จะได้ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดกับการทำงานได้บ้าง
 
 
หรืออ่านอะไรสักอย่าง ที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น...
 
และคงมีอื่นๆอีกมากมาย..ที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดในการทำงานอีก
ส่วนตัวเองแล้ว ทำมันทุกสิ่งที่กล่าวมา..อาศัยจังหวะอารมณ์ ณ เวลานั้่นอยากทำอะไร
 
ไม่คิดอะไรมาก..ปวดหัวไปเปล่าๆ ...เหนื่อยนักก็แค่ ขอเวลาพักบ้าง..อารมณ์นี้..
แต่ก็ไ่ม่ได้หมายความว่า ใช้เวลากับการพักบ้างจนเกินงาม..ซึ่งก็คือการอู้งานนั่นเอง
 
บางที..เครียดเรื่องงานยังพอจะผ่านพ้นมันไปได้ ไม่ลำบากใจ..
 
แต่ถ้า..เครียดเรื่อง คน..เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือเจ้านาย ผู้บังคับบัญชา..
นี่คง..ไม่ไหว...จบตั้งแต่ไม่ต้องทำอะไรเลยทีเดียว..ที่บอกว่า จบ...ก็คือ
ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว..ความคิด ความรู้สึก สิ่งที่อยากให้เป็น..อยู่นอกเหนืออำนาจของตัวของเรา
 
 
คงต้องทำใจ..จะทำยังไงได้..ในเมื่อเปลี่ยนแปลงตัวเขาไม่ได้..ก็คงต้องเปลี่ยนความคิดตัวเอง
ทำใจ...ลำดับต่อไปก็แค่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปเท่านั้นแหละ..

edit @ 29 May 2012 20:47:08 by Pu~ariYuma

•:*´¨`*:•.Boss•:*´¨`*:•.sixteen~

posted on 27 May 2012 13:55 by pukino  in sometime
สองสามเดือนมานี่ ..เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กๆๆ..
นักศึกษาปิดเทอมสำหรับนักศึกษาไม่ได้ลงซัมเมอร์
เป็นช่วงเวลาสำหรับบรรดาคณาจารย์ทั้งหลายจะมีโอกาสได้ทำงานวิชาการ งานวิจัยอื่นๆ
หรือบางคนอาจจะหันไปสนใจงานบริหารที่ตนเองดำรงตำแหน่งมากขึ้น...
จึงเป็นช่วงที่มีการอบรมโน้นนี่นั้นเยอะ เพราะถือเป็นงานให้บริการทางวิชาการ
ทั้งหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอก
 
ตั้งแต่ปิดเทอมมานี่..ตัวเองก็มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเหมือนกัน...
ตั้งแต่ปลายเืดือนมีนาจนถึงตอนนี้ อย่างน้อยเข้าร่วมอบรมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ชั่วโมง..
ก็นับว่าดีเหมือนกัน...ได้ความรู้หลายอย่าง ทั้งความรู้เก่าที่ควรรู้่ ความรู้ใหม่ที่ไม่เคยรู้
ทั้งที่ได้รียนรู้จากทั้งวิทยากร ทั้งเพื่อนร่วมชั้น...
เมื่อมีโอกาสซะขนาดนี้ จึงเปิดรับกับสิ่งที่ได้รับจากการอบรมเต็มที่..
จากแต่ก่อนที่เคยตั้งแง่ว่า การอบรมทำให้เสียเวลาการทำงานประจำไป...
นี่ก็อาจจะไม่ใช่ซะทีเดียว...ลึกๆลงไปของการอบรมทำให้ได้เรียนรู้ในหลายสิ่ง
 
เร็วๆนี้ เมื่อกลับมาจากประชุมวิชาการที่จังหวัดชลบุรี ก็มีการอบรมในกลุ่มคนที่มีตำแหน่งเดียวกัน
ประเด็นหลักๆของการอบรมครั้งนี้คือ เป็นการต่อยอดความคิดในสิ่งที่ตนเองได้รับมอบหมาย
ซึ่งถือว่าเป็นงานประจำ หรืองานไม่ประจำก็ตาม เพื่อนำไปสู่พัฒนางานของตนเองได้
โดยช่วงเวลาในการอบรมจริง 4 วัน เวลาระหว่าง 09.00- 12.00 น...ในแต่ละวัน
โดยมีวิทยากรหลายท่านมาให้ความรู้...การอบรมครั้งนี้เน้นการทำวิจัยเป็นสำคัญ...
ซึ่งถ้าเอ่ยถึงคำว่า วิจัย..อะไรต่ออะไรมักจะไม่ง่ายเสมอ
ทุกคนมักจะคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยาก ซับซ้อนต่อการที่จะลงมือทำ...ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เสมอไป
 
สำหรับตัวเองก็เคยคิดแบบนั้น...แต่พอมาคิดดูอีกที ถ้าเราไม่คิด ไม่สร้างสรรค์อะไรเลย
มันก็เหมือนกับการทำงานไปวันๆแบบไม่มีเป้าหมาย ขาดแรงจูงใจ
ไร้้ความท้าทายในการทำงานเหมือนกัน แต่ปัญหาที่จะทำสิ่งนั้นใช่ว่าจะไม่มีซะทีเดียว...
งานประจำที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็แทบจะไม่ทันกับความต้องการใช้ ..........
หนึ่งในนั้นคง เพราะมันยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการ
ของผู้ใช้ร้อยเปอร์เซนต์ หรือบางทีเกิดความล่าช้าในบ้างกระบวนการในการทำงาน
และอื่นๆหลายประการ ล้วนแล้วแต่ทำให้ไม่ค่อยเกิดการวิจัยที่ชัดเจนมากนักในการทำงาน....
 
ในเช้าวันที่สองของการอบรม..ซึ่งปกติก็มีวิทยากรมาให้ความรู้
ต่อยอดความคิดงานวิัจัยกับงานประจำที่ทำ
วันนี้มีผู้อบรมมาร่วมค่อนข้างเยอะ ถ้าประเมินจากสายตาก็คือ เต็มห้องพอดี...
น่าจะประมาณ 50 ท่าน จากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด เจ็ดสิบกว่าท่าน...ซึ่งก็เป็นตัวเลขไม่น้อย..
 
ระหว่างอบรม ...วิทยากรท่านก็มักจะมีคำถามให้กับผู้ร่วมอบรมตลอดระยะเวลาที่นั่งฟัง...
เพื่อไม่ให้การอบรมน่าเบื่อจนเกินไป นั่นคือเหตุผลของท่าน...ทุกคนมีสิทธิ์พูด ถามในส่วนที่ไม่เข้าใจ
หรือฟังไม่ชัดเจนในประเด็นใด ก็สามารถสอบถามได้..
 
จำได้ว่า มีช่วงหนึ่งวิทยากรให้พูดเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย งานที่ทำอยู่ปัจจุบัน เป็นอย่างไร
แต่ละคนก็เล่าเรื่องงานของตัวเอง...หลังจากพูดจบวิทยากรก็เหมือนให้ไกด์ไลน์ไปด้วย
ว่าจะสามารถทำงานวิจัยจากงานประจำที่ทำนั่นได้อย่างไร....
 
ระหว่างที่ฟังคนอื่นพูดอยู่นั้น ...หัวหน้าที่นั่งอยู่ข้างๆ(หัวหน้าก็ต้องเข้าอบรมเหมือนกัน)หันมาพูดว่า
"พี่ทำอะไรบ้างเนี้ยะ..ทำทุกอย่างเยอะแยะไปหมด..งง..""....
 
ยิ้มแยะๆกับเธอนิดหนึ่ง...จริงๆแล้วอยากจะพูดว่า "พี่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันบ้างเหรอ"
 
แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป...จริงๆแล้วรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ...พี่แกมาเป็นหัวหน้างานนี้
ก็ต้องคิดงานนี้ ชื่อตำแหน่งและภาระในงานนี้ซิ แม้จะเคยทำงานหรือได้รับผิดชอบสิ่งอื่นมาก่อน
ก็ต้องปรับสภาพให้เข้ากับงานใหม่..ซึ่งเป็นงานวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล สารสนเทศต่างๆ..
และนำเสนอออกมาให้ได้....ช่วงเวลาที่ปรับตัวมันผ่านมา 6-7 เดือนแล้ว..
แต่ไม่เคยเห็นชิ้นงานของเขาเลย เห็นแ่ต่สั่งงานคนอื่นในกลุ่มงาน...ดีแต่สั่ง..
แต่ไม่เคยสนใจรายละเอียดของมันเลยสักนิด
 
แต่ก่อนยังไม่ได้มาอยู่กลุ่มงานนี้...เขาเคยปรามาสคนในงานนี้ไว้หลายอย่าง
เพราะเขาคิดว่างานที่กลุ่มงานนี้รับผิดชอบไม่สำคัญเท่ากับกลุ่มงานของเขา...
 
วันนี้...ได้ยินประโยคที่เขาถาม...ก็เลยรู้สึกถึงคำที่เขาเคยพูดเช่นกัน..
ว่า..เขาเองก็ไม่สามารถจะทำงานเช่นนี้ให้ดีขึ้น ให้เด่นขึ้นได้...ไม่งั้นเขาคงไม่พูดกับเราแบบนั้น
 
ทำไปทุกสิ่งทุกอย่าง จนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร...มันแบบนี้มันไ่ม่มีหรอก
คนที่ทำงานจริงๆ..มันต้องตอบได้ซิว่า..ตัวเองทำอะไร..งานอะไรบ้างที่ได้ทำ..
 
นี่มาพูดว่า..ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร..เพราะทำโน่นทำนั่นไปทุำกอย่าง..
แต่ที่ทำทุกอย่างไม่ปรากฎชิ้นงาน
คนแบบนี้..เขาเรียกว่า...คนที่ไม่ทำอะไรเลยตะหาก...
มันมีแต่คนที่ไม่ทำอะไรเลยตะหากที่จะเป็นแบบนั้นได้...
อนาจใจกับหัวหน้าตัวเอง...
 
ช่วงพักทานอาหารว่าง..สิบห้านาที...หลังจากนั้นก็เริ่มอบรมต่อ
ปรากฎว่า..หัวหน้าของฉัน .....เธอหายไปเลย ไม่ยอมเข้าร่วมอบรมต่อ
กลัวตอบวิทยากรไม่ได้ว่าตัวเองทำงานอะไร...คนแบบนี้ก็มีด้วย...(จะบ้าตาย)
 
บอกตัวเองว่าต้องทำใจ..ขนาดตัวเขา(หัวหน้างาน)ยังไม่รู้ภาระในกลุ่มงานของตัวเองเลย
ไม่รู้กระทั่งว่าลูกน้องตัวเองทำอะไรอยู่ตอนนี้ ขณะนี้..หรือมีปัญหาส่วนไหนจะต้องแก้ไข
นี่ก็คือสิ่งที่ตัวเขาเองไม่รู้...
 
ไม่อยากจะนึกภาพเลย...ถ้าต้องมีหัวหน้างานแบบนี้ต่อไป...
ชีวิตการทำงานของฉันจะเป็นยังไงต่อไป...
 
เฮ้ออออออออ,,,,,,

edit @ 27 May 2012 15:11:54 by Pu~ariYuma

•:*´¨`*:•.Boss•:*´¨`*:•.Fifteen~

posted on 11 Apr 2012 08:40 by pukino  in sometime
ของฟรี ไม่มีในโลก..เป็นประโยคคุ้นหู เคยได้ยินได้ฟัง หรืออ่านหนังสือ
ที่มีการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ..ข้าวของเครื่อง ใช้และสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ย่อมมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสูญเสีย..คำว่า "ทดแทน" และ "ชดเชย" จะมีขึ้นเสมอ
สสารไม่ทำให้สูญหาย สลายไปได้..แต่จะถูกแปรรูปกลายเป็นสิ่งอื่น..นั้นคือ สิ่งที่ทุกคนรู้
ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไรไป..ก็เห็นจะเป็นเช่นนั้น
 
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กๆ เคยคิดว่า "อากาศ" ที่เราใช้หายใจทุกวินาทีนั้น
คือ ของฟรี ..ของที่ได้มาแบบให้เปล่า ไม่ต้องซื้อ ต้องหา หรือต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาครอบครอง
ไม่มีมูลค่าอะไร...ค่าของมันจึงเท่ากับศูนย์..ในความคิดตอนนั้น...
 
และเมื่อโตขึ้่นอีกสักหน่อย..
ในชั่วโมงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีการศึกษาเกี่ยวกับ พืช...การเจริญเติบโต..สิ่งที่มนุษย์ได้จากพืช
จึงทำให้รู้ว่า กว่าจะได้มาเป็นอากาศให้เราได้หายใจในทุกๆวันนี้ ไม่ได้มีอะไรฟรีเลยสักนิด
มีการทำงานของหลายๆระบบที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งพลังงาน มวลชีวภาพหลากหลายรูปแบบ
 
นั้นเป็นครั้งแรก ที่รู้สึกว่า โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ
 
 
เมื่อก้าวมาเข้าสู่สังคมการทำงาน ได้ยินได้ฟังคำพูดใครต่อใครหลายคน เกี่ยวกับคำนี้ "ของฟรี"
ในหลากหลายรูปแบบ...ของฟรี คือ สิ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องจ่ายเงินในกระเป๋าตัวเอง
 
" ของฟรี..เอาเหอะ ไม่ได้เสียตังค์สักหน่อย "
 
ได้ยินแล้วก็ได้แต่สะอึก..อึ้งกับคำพูดของคน.. คือไม่คิดว่า
คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความรู้ ความคิด ไตร่ตรองสิ่งต่างๆจะยังมีความคิดแบบนี้อยู่อีก 
..ครั้นจะตอบกลับไปว่า
 
"โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีหรอกพี่ ทุกสิ่งที่ได้มาล้วน..แต่ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน"
 
ก็จะดูเป็นการหักหน้ากันเกินไป จึงทำได้แค่เก็บถ้อยคำนั้นไว้เพียงความคิด
เพราะมีคนคิดแบบนี้ เราถึงได้ใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่บันยะบันยัง
ไม่เห็นคุณค่าของข้าวของเครื่ืองใช้ที่ได้มาแบบได้เปล่า
ได้มาแบบไม่ต้องเสียสะตังค์ในกระเป๋าตัวเอง
 
นั้นคือ ... ของฟรี สำหรับคนบางคน
แต่ของฟรี สำหรับคนบางคน...กลับเป็นของที่ไม่ฟรีสำหรับคนอีกคน
 
การซื้อข้าวของ ต้องซื้อด้วยเงิน..เพื่อนำข้าวของไปแจกฟรีต่อผู้อื่น
หากเกิดประโยชน์แก่ผู้รับ...ก็ทำให้ผู้ให้ได้รับอนิสงค์ผลบุญจากการให้ทาน
 
บางทีการรับของฟรี มันต้องคิดก่อนไหม เราจะได้ใช้ หรือได้นำไปใช้ประโยชน์หรือไม่
บางที หากเราไม่ได้ใช้ ก็ควรจะปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือของผู้ที่จะใช้ประโยชน์
และมีความจำเป็นมากกว่าเราจะไม่ดีกว่าหรือ..
 
"...ของฟรีสำหรับพี่..แต่หลวงเป็นคนจ่ายเงินให้ซื้อหามาเพื่อประโยชน์น่ะค่ะ !!!!!!!!.. "
 

edit @ 11 Apr 2012 09:45:57 by Pu~ariYuma